Macsrus

หลวงพ่อจีต ปุญฺญสโร วัดถ้ำเขาพลู จังหวัดชุมพร

7711
กล่าวถึงพระอริยสงฆ์ของจังหวัดชุมพรท่านหนึ่ง คือ หลวงพ่อจีต วัดถ้ำเขาพลู ท่านมีวัตรปฏิบัติที่เป็นไปด้วยความหลุดพ้น และมีความศักดิ์สิทธิ์ มีวาจาสิทธิ์ เมื่อท่านมรณภาพ ร่างของท่านไม่เน่าเปื่อย ท่านเป็นที่รักเคารพของชาวชุมพรและจังหวัดใกล้เคียง

วัดถ้ำเขาพลูนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2325 ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปปูนปั้นแบบมารวิชัย หน้าตักกว้าง 80 ซ.ม. สูง 1.20 ม. ชาวบ้านเรียกกันว่า “พระหลักเมือง”

ประวัติหลวงพ่อจีต วัดถ้ำเขาพลู ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 9 ปีฉลู พ.ศ.2419 ที่บ้านนาหงษ์ ตำบลคลองหนาม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ โยมบิดาชื่อ ลิ้น โยมมารดาชื่อ นุ้ย นามสกุลหมื่นณรงค์ พอท่านอายุได้ 21 ปี ตรงกับปีพ.ศ.2440 ท่านก็ได้อุปสมบท ที่วัดใหม่ท่าข้าม โดยมีท่านเจ้าคุณธรรมนุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ มีท่านแดงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านเพชร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ปุญฺญสโร” ต่อมาท่านได้มาศึกษาพระธรรมวินัย กับ พระอาจารย์เส่ง วัดป่าบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดจนมีความรู้ความสามารถดีแล้ว ท่านจึงได้ขออนุญาตพระอาจารย์ออกธุดงค์ เที่ยวรุกขมูลไปทางนครศรีธรรมราช ภูเก็ต กระบี่ ระนอง จนถึงชุมพร ในปีพ.ศ.2466 ท่านก็ได้มาเจอถ้ำเขาพลู ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว ท่านพบว่าถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ภายในถ้ำมีน้ำใช้น้ำฉัน โดยธรรมชาติตกแต่งไว้บริบูรณ์ ภูมิประเทศน่าอยู่ มีหมู่บ้านไม่ใกล้ไม่ไกล สะดวกในการออกบิณฑบาต ผู้คนไม่พลุกพล่านเงียบสงัด เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ท่านจึงได้อยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำเขาพลูตั้งแต่ปีพ.ศ.2466 เป็นต้นมา

ประวัติหลวงพ่อจีต ท่านเป็นพระสงฆ์ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง ท่านรักษาศีล 227 ข้อตามพระพุทธบัญญัติที่สงฆ์ต้องปฏิบัติโดยเคร่งครัด เพื่อมิให้มัวหมองในข้อใดๆ ท่านมีจริยวัตรอันงดงาม มีเมตตาจิต และเมตตาธรรมสูง และสมถะ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ที่ได้พบเห็น เป็นเนื้อนาบุญที่ดีงาม ไม่เห็นแก่ลาภยศ ไม่หยิบต้องเงินทอง ท่านสั่งสอนลูกหลานและญาติโยมทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในความดี ไม่เบียดเบียนกันและกัน ให้มีความโอบอ้อมอารี จึงทำให้อำเภอปะทิวเป็นเมืองที่อยู่อย่างร่มเย็นตลอดมา วัตรปฏิบัติอันน่าเลื่อมใสของท่านคือ หลังจากที่ท่านบิณฑบาตกลับมาถึงวัด ท่านจะถ่ายอาหารออกจากบาตรใส่กะละมังไว้ แล้วท่านจะหยิบอาหารแต่ละชนิดในปริมาณน้อยรวมในบาตรคลุกเคล้าอาหารทั้งคาวหวานไปด้วยกัน หยิบปั้นต้องพอดีคำ ระหว่างฉันก็ใช้มืออีกข้างรองด้านล่างกันอาหารตกหล่นลงในบาตร หลวงพ่อจีตท่านฉันอาหารมื้อเดียว สิ่งของที่เป็นเมล็ดงอกไม่ฉัน หมาก บุหรี่ ชา กาแฟ ก็ไม่แตะต้อง

สำหรับเวลาสรงน้ำ ในสมัยนั้นก็สรงน้ำบ่อตักใส่ในกระป๋องหรือโอ่งน้ำ ท่านจะไม่ใช้สบู่เพราะเป็นของหอม เวลาแปรงฟัน ท่านจะใช้ไม้ขี้แรดซึ่งนำมาจากเขาทำเป็นแปรง ส่วนปลายทุบให้แตกเป็นแส้ใช้เป็นแปรงสำหรับสีฟัน ในช่วงกลางคืนท่านจำวัดคืนละประมาณ 2-3 ช.ม.เท่านั้น เวลาจำวัดท่านจะนอนในท่าตะแคงซ้ายหรือขวา เมื่อรู้สึกตัวว่านอนตรงๆ ท่านจะตื่นลุกขึ้นนั่งทันที แล้วกล่าวคำ “ฆเฏสิ ฆเฏสิ กิงการะณา ฆะเฏสิ อะหังปิ ตังชานามิ ชานามิ” สามครั้ง หลังจากนั้นท่านจะสวดมนต์บำเพ็ญภาวนาอยู่เป็นเวลานานไม่น้อยกว่า 1 ช.ม. แล้วท่านจึงจะพักผ่อนหลับไปประมาณ 1-2 ช.ม. ก็จะตื่นสวดมนต์ภาวนาอีกเป็นกิจวัตรประจำทุกๆ คืน

หลวงพ่อจีต ท่านกำหนดกิจวัตร 10 ประการสำหรับพระภิกษุที่บวชอยู่ที่วัดถ้ำเขาพลูต้องถือปฏิบัติคือ

1.ต้องลงโบสถ์ 2.บิณฑบาตเลี้ยงชีพ 3.สวดมนต์ไหว้พระ 4.กวาดลานพระเจดีย์ 5.รักษาผ้าครอง 6.อยู่ปริวาสกรรม 7.โกนหนวดปลงผม 8.ศึกษาสิกขาบทหรือนวโกวาทและปฏิบัติพระอาจารย์ 9.เทศนาบัตร 10.พิจารณาปัจจเวกทั้ง 4

จะเห็นได้ว่าพระสงฆ์ที่จะบวชหรือจำพรรษาอยู่ที่วัดถ้ำเขาพลูจะต้องปฏิบัติเคร่งครัดทุกรูป จึงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อจีต ปุญฺญสโร ท่านรู้วันดับ โดยท่านเริ่มอาพาธเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2502 ท่านได้บอกแก่ลูกศิษย์ให้มาขอขมาวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2502 และวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2502 เวลา 19.25 น. ท่านก็ละสังขาร สิริอายุได้ 83 ปี พรรษาที่ 62

หลวงพ่อผ่อง ธัมมโชติโก วัดคูหาสวรรค์ หรือ วัดศาลาสี่หน้า กรุงเทพฯ

445
“วัดคูหาสวรรค์” หรือ “วัดศาลาสี่หน้า” เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ในอดีตเป็นสำนักปฏิบัติกัมมัฏฐาน

มีอดีตเจ้าอาวาสที่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ และเป็นเจ้าตำรับ “พระสมเด็จเล็บมือ” คือ “พระวิสุทธิสารเถร” หรือ “หลวงพ่อผ่อง ธัมมโชติโก” สุดยอดพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าย่านฝั่งธนบุรีอีกรูป อีกทั้งเป็นสหธรรมิกที่สนิทชิดเชื้อกับ “หลวงปู่ชู วัดนาคปรก”

ทั้งประวัติหลวงพ่อผ่อง และหลวงปู่ชู ต่างเป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมจาก “หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง”

ประวัติหลวงพ่อผ่อง วัดคูหาสวรรค์ มีนามเดิมว่า “ผ่อง” เป็นบุตรของนายสุด นางอ่ำ เกิดเมื่อปีพ.ศ.2414 ต้นรัชกาลที่ 5 ที่บ้านตำบลบางสีทอง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เมื่อปีพ.ศ.2435 อุปสมบทที่วัดรวก จ.นนทบุรี มี พระปรีชาเฉลิม (แก้ว สงขสุวณโณ) ป.ธ. 6 (ภายหลังเลื่อนเป็นพระเทพโมลี เจ้าอาวาสวัดมหรรณพาราม) วัดเฉลิมพระเกียรติ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแก้ว วัดไฟไหม้ (วัดอมฤต) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการลบ วัดรวก เป็นอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายา “ธัมมโชติโก”

หลังจากบวชแล้วได้เรียนวิปัสสนาธุระในสำนักอาจารย์แก้ว วัดไฟไหม้อยู่ 3 พรรษา ในพรรษาที่ 4 ย้ายมาอยู่ที่วัดนางชี คลองด่าน ในสมัยพระครูศีลขันธ์สุนทร เป็นเจ้าอาวาส ในพรรษาที่ 11 ย้ายจากวัดนางชี มาอยู่วัดนาคปรก อีก 10 พรรษา จนถึงปีพ.ศ.2455

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2455 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ปีชวด สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระศากยปุตติยวงศ์) กับพระพุทธพยากรณ์ วัดอัปสรสวรรค์ (ในขณะที่ดำรงสมณศักดิ์ที่พระครูพุทธพยากรณ์) ได้อาราธนาให้เป็นเจ้าอาวาสวัดคูหาสวรรค์วรวิหาร ในขณะดำรงพระฐานานุกรม พระปลัด

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2458 ได้เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่ “พระครูสังวรสมาธิวัตร” เนื่องในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ต้นรัชกาลที่ 6 ในขณะที่มีอายุได้ 44 ปี เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2464 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ และเป็นเจ้าคณะหมวดคลองบางจาก อำเภอภาษีเจริญ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2464 ได้รับเลื่อนเป็นพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ “พระ วิสุทธิสารเถร” ถือพัดงาสาน

“หลวงพ่อผ่อง” เป็น 1 ใน 3 พระเกจิอาจารย์ของฝั่งธนบุรี ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ให้ความเคารพนับถือ โดยเป็นพระเถระ 1 ใน 4 รูปที่ได้ “พัดงาสาน” สมัยรัชกาลที่ 5 ประกอบด้วย 1.หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง 2.พระสังวราชุ่ม วัดราชสิทธิฯ (วัดพลับ) 3.หลวงพ่อผ่อง วัดคูหาสวรรค์ 4.หลวงปู่ปั้น วัดสะพานสูง

หลวงพ่อผ่อง ได้ชื่อว่าเป็นพระสมถะ สันโดษ ไม่สะสมทรัพย์สินใด สมัยยังมีชีวิตอยู่ ทุกๆ วันจะมีผู้คนมาท่านให้ช่วยรักษาโรคต่างๆ บางคนก็มาขอฝึกกรรมฐานและวิปัสสนา บางคนเป็นบ้าเสียสติมาให้ท่านอาบน้ำมนต์เพียงครั้งเดียวก็หาย ถึงขนาดร่ำลือกันว่า น้ำมนต์ของท่านศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก จะเป็นผีหรือเจ้าเข้าสิงก็ใช้ไล่ได้ดี หรือจะทางแคล้ว คลาด เมตตามหานิยม อยู่ยงคงกระพันชาตรีก็เป็นยอด

วัตถุมงคลประเภทพระเครื่องและเครื่องรางของขลังที่ท่านสร้างแจกยุคแรก ส่วนใหญ่จะเป็นประเภท “ตะกรุดและผ้ายันต์” ซึ่งปัจจุบันหายากมาก

ส่วนวัตถุมงคลยอดนิยม คือ “พระสมเด็จเล็บมือ” มีอยู่ด้วยกัน 2 รุ่น คือ รุ่นแรกสร้างประมาณปี พ.ศ.2457 ด้านหลังนูนเรียบ ไม่ปรากฏลวดลายหรืออักขระเลขยันต์คดๆ ส่วนรุ่นสอง สร้างประมาณปี พ.ศ.2464 ด้านหลังจะปรากฏอุณาโลมประทับอยู่ จำนวนสร้างทั้งสองรุ่นประมาณกันว่าคงไม่เกิน 5,000 องค์

พุทธลักษณะมีกรอบพิมพ์เป็นรูปคล้ายครอบแก้วหรือปลายนิ้วมือ มีรูปพระพุทธปางขัดสมาธิเพชรเห็นสังฆาฏิประทับอยู่เหนือฐาน ซึ่งเป็นขีดหนา เนื้อพระเป็นผงสีขาวนวล ละเอียดแห้ง

พระสมเด็จเล็บมือ หลวงพ่อผ่อง มีพุทธคุณโดดเด่นทางด้านเมตตามหานิยม ค้าขายร่ำรวย แม้ปัจจุบันจะไม่โด่งดังเหมือนพระเครื่องของพระเกจิอาจารย์รูปอื่น อีกทั้งพระเครื่องของท่านมีจำนวนน้อย ส่วนใหญ่จะอยู่ในครอบครองของชาวฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะชาวภาษีเจริญและใกล้เคียง

ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดคูหา สวรรค์ได้ 16 ปี แม้หลวงพ่อผ่องจะอายุไม่สูงวัย แต่มีอาการอาพาธบ่อยครั้ง สุดท้ายได้มรณภาพอย่างสงบ เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2471 สิริอายุ 57 ปี พรรษา 35

แม้หลวงพ่อผ่อง จะละสังขารไปแล้วแต่คุณงามความดีของท่านยังจะคงปรากฏอยู่ในใจของพุทธศาสนิกไปตราบนานเท่านาน

หลวงปู่เก๋ ถาวโร (พระมงคลนนทวุฒิ) วัดปากน้ำ จังหวัดนนทบุรี

11247

 
“หลวงปู่เก๋ ถาวโร” หรือ พระมงคลนนทวุฒิ เป็นพระเกจิชื่อดังและพระ นักพัฒนาที่ชาวเมืองนนทบุรีและปริมณฑล ต่างเลื่อมใสศรัทธาอย่างดียิ่ง ด้วยความเป็นพระเถระที่มีเมตตาธรรมขั้นสูง เคร่งครัดในพระธรรมวินัย เข้มขลังในวิทยาคมเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจแก่ผู้ทุกข์ร้อน

หลวงปู่เก๋ สิริอายุ 101 พรรษา 80 ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี และที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลบางเขน

ประวัติหลวงปู่เก๋ วัดปากน้ำ มีนามเดิมว่า เก๋ โพธิ์จั่น เกิดเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2455 ณ บ้านเลขที่ 17/3 หมู่ 5 ต.ไทรม้า อ.เมือง จ.จันทบุรี สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนวัดไทรม้า และเข้าสู่ร่มเงาพระพุทธศาสนา ด้วยการบวชเป็นสามเณรอยู่นานหลายปี

กระทั่งอายุ 17 ปี ท่านได้สึกออกมาอยู่บ้าน เพื่อช่วยเหลือพ่อแม่ หาเลี้ยงชีพด้วยการทำนาทำไร่

ครั้นพ.ศ.2475 มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดโตนด ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี โดยมีพระครูชุ่ม เจ้าอาวาสวัดประชารังสรรค์ ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.จันทบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์คำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการเผื่อน เป็น พระอนุสาวนาจารย์

ได้รับฉายาว่า ถาวโร แปลว่า ความมั่นคงถาวร

ภายหลังอุปสมบท ได้อยู่จำพรรษาที่วัดโตนด และมุ่งมั่นศึกษา พระปริยัติธรรม ควบคู่ไปกับการออกธุดงค์ปลีกวิเวกไปตามป่าเขา ลำเนาไพร

พ.ศ.2480 สามารถสอบได้นักธรรมชั้นโท

ต่อมาย้ายไปศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลี ที่วัดเฉลิมพระเกียรติ แต่ศึกษาบาลีได้เพียง 2 ปี ปรากฏว่า พระอาจารย์จุ้ย เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี มรณภาพ ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำว่างลง ไม่มีใครมาดำรงตำแหน่งแทน

ท่านได้รับความไว้วางจากคณะสงฆ์เมืองนนทบุรีให้ย้ายมาดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2482 ก่อนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำอย่างเป็นทางการ ในเวลา 2 ปีต่อมา กลายเป็นเจ้าอาวาสที่มีอายุพรรษาน้อยที่สุดในสมัยนั้น

ผลงานด้านการศึกษา พ.ศ.2484 เป็นเจ้าสำนักเรียนวัดปากน้ำ พ.ศ.2495 เป็นผู้อุปถัมภ์สร้างโรงเรียนวัดปากน้ำพิบูลสงคราม พ.ศ.2505 เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักศาสนศึกษาวัดปากน้ำ พ.ศ.2511 เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรม

หลวงปู่เก๋ วัดปากน้ำ ให้ความสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา ด้วยการจัดตั้งและมอบทุนการศึกษาทั้งในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแก่เด็กนักเรียนเป็นประจำทุกปี

สำหรับพระภิกษุ-สามเณร จัดรถรับ-ส่งนักเรียนที่สมัครสอบธรรมสนามหลวงเป็นประจำ และถวายปัจจัยแก่ครูสอนพระปริยัติธรรม รวมทั้งมอบเงินอุดหนุนการศึกษาของวัดที่ขาดแคลน

ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี พ.ศ.2493 เป็นเจ้าคณะตำบลบางเขน พ.ศ.2511 เป็นพระอุปัชฌาย์

พ.ศ.2542 เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลบางเขน

ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2496 เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรีที่ พระครูนนทกิจพิบูลย์ พ.ศ.2506 เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโท ในราชทินนามเดิม พ.ศ.2511 เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2519 เป็นพระครูสัญญาบัตรเทียบผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ ในราชทินนามเดิม

พ.ศ.2552 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนามที่พระมงคลนนทวุฒิ

หลวงปู่เก๋มีความสามารถพิเศษหลากหลายด้าน อาทิ สามารถเขียนหนังสือขอมได้ มีความชำนาญการด้านงานก่อสร้าง เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ท่านยังเป็นพระนักปกครองที่มีความเคร่งครัดยิ่ง ได้มีการกำหนดกฎระเบียบภายในวัดอย่างเข้มงวดเป็นไปตามพระธรรมวินัย พระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎมหาเถรสมาคม

นอกจากนี้ ประวัติหลวงปู่เก๋ ถาวโร ยังมีชื่อเสียงในฐานะพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมชื่อดังในด้านพุทธคุณเมตตามหานิยม ได้รับนิมนต์ร่วมพิธีปลุกเสก ในงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลชื่อดังแต่ละรุ่นเป็นประจำ แทบมิเคยได้ขาด

พระเครื่อง เครื่องรางของขลังและวัตถุมงคลชื่อดังของท่านมีหลายรุ่น อาทิ พระสมเด็จเนื้องาแกะ ใต้ฐานตะกรุด 3 ดอก, เหรียญชุดสร้างศาลาการเปรียญปี 2518, เหรียญข้างกระหนกปี 2518 เนื้อเงินและนวโลหะ, พระรูปเหมือนซุ้มระฆัง มีวัตถุมงคลอีกหลายรุ่น เช่น บาตรน้ำมนต์, พระปิดตา, ตะกรุด, พระรูปหล่อตั้งหน้ารถครึ่งนิ้ว, พระรูปหล่อตั้งหน้ารถ 1.5 นิ้ว, พระบูชา 5 นิ้ว, พระบูชา 9 นิ้ว, ผ้ายันต์ เป็นต้น

ปัจจุบัน หลวงปู่เก๋เป็นเจ้าอาวาสวัดที่มีอายุยืนยาวที่สุด