Macsrus

Nissan GT-R Nismo

456856

ล่าสุดนิสสันพร้อมแล้วสำหรับการนำเสนอ Nissan GT-R Nismo 2017 ยกระดับความสปอร์ตยิ่งกว่ากับชุดแต่ง Nismo ในฐานะเป็นที่รู้จักในเรื่องการเพิ่มสมรรถนะความแรงครบครันจากโรงงาน งานนี้นิสโม่จัดเต็มพร้อมความดุดันเช่น กระจังหน้าโครมดำ , ฝากระโปรงเสริมความแข็งแรงรองรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง Nissan GT-R Nismo ยังมาพร้อมเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.8 ลิตร พ่วงด้วยเทอร์โบรุ่นใหม่ขนาดใหญ่แบบเดียวกับที่ใช้ในเทอร์โบ GT3 ทำให้ Nissan GT-R Nismo 2017สามารถอัดกำลังได้อีก 30 แรงม้าเพิ่มพลังจาก 570 แรงม้า เป็น 600 แรงม้า อัตราเร่งเครื่องยนต์ที่ 0-100 ก.ม./ช.ม. ในเวลา เพียง 2.8 วินาที และพัฒนาให้เข้าโค้งด้วยความเร็วดีขึ้น 2% Nissan GT-R Nismo 2017 เตรียมประกอบในโรงงาน โทชิกิ ทุกคันโดยเครื่องยนต์ผลิตโดยโรงงานในโยโกฮาม่า

หลวงพ่อวัดน้ำรอบ โคกกลอย

123978798

วัดไตรมาคสถิตย์(วัดน้ำรอบ) ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 172 ม.2 ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา ตรง สามแยกโคกกลอย ระหว่างทางไปภูเก็ต และ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา มีหลวงพ่อวัดน้ำรอบซึ่งเป็นประดิษฐานอยู่ภายในวัด เป็นวัด ที่ชาว ต.โคกกลอยและละแวกใกล้เคียงเคารพนับถือมาก สำหรับประวัติวัดหลวงพ่อวัดน้ำรอบมีประวัติความเป็นมาดังนี้จะไม่กล่าวเสียไม่ได้คือประวัติและความเป็นมาของหลวงพ่อวัดน้ำรอบ

ตามประวัติหลวงพ่อวัดน้ำรอบ เดิมมีแต่เศียร และเดิมทีประดิษฐานอยู่ที่วัดน้ำรอบ (โรงเรียนวัดไตรมารคสถิตปัจจุบัน) เป็นที่เคารพสักการบูชาของคนทั่วไปในยุคนั้น ต่อมาเกิดเหตุภัยธรรมชาติ เศียรหลวงพ่อถูกดินทับถม ผ่านไปหลายสิบปี วันหนึ่งเกิดฝนตกหนัก น้ำได้พัดพาหน้าดินออกไป เกตุของหลวงพ่อจึงโผล่ขึ้นมา เด็กที่ไปเลี้ยงควายไม่ทราบว่าเป็นอะไร ได้เอาเชือกไปผูกไว้กับเกตุหลวงพ่อ ตกเย็นเด็กคนนั้นเกิดไม่สบายโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้มาบอกกล่าวตักเตือนให้พ่อเด็กได้รับรู้ จึงไปขอขมาเด็กก็หายเป็นปกติ เมื่อทุกคนทราบว่าเป็นเศียรของหลวงพ่อ พระและ ชาวบ้านจึงช่วยกันขุดขึ้นมา จากนั้นได้หาช่างมาปั้นองค์หลวงพ่อ และตามประวัติระบุไว้ว่า เศียรหลวงพ่อกับองค์หลวงพ่อถูกปั้นขึ้นมาคนละยุคสมัย สำหรับเศียรนั้นเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ส่วนองค์ก็น่าจะถูกปั้นขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่4 เพราะดูแล้วเศียร จะโตกว่ารูปร่าง ชาวบ้านในยุคนั้นนิยมบนบานศาลกล่าวหลวงพ่อมี2วิธี คือ

1.บนบานมุงหลังคา(หลังคามุงจากคล้ายเพิงข้าว)

2.บนบานห่ม ผ้าขาวม้าสีแดง

ได้มีเรื่องเล่าด้วยว่า มีคนจีนซึ่งขนสินค้าจากบ้าน ท่าเรือจ.ภูเก็ตไปอำเภอท้ายเหมือง มีความศรัทธาต่อหลวงพ่อวัดน้ำรอบอย่างมาก เมื่อผ่านหน้าวัดจะแวะจุดประทัดทุกครั้ง การบนบานหลวงพ่อจึงมีเพิ่มอีกวิธีหนึ่ง คือ จุดประทัด ปัจจุบันการบนบานหลวงพ่อมีอยู่ 3 วิธี คือ

จุดประทัด

ห่มผ้า

ปิดทอง

ก่อนที่หลวงพ่อวัดน้ำรอบจะมาประดิษฐานอยู่ที่ วัดไตรมารคสถิต เดิมที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดน้ำรอบ ต่อมาวัดได้ ทรุดโทรมมากและกลายเป็นวัดร้าง ท่านพระครูอ๋อง เจ้าอาวาส วัดไตรมารคสถิต รุ่นที่5 ได้ชักชวนชาวบ้านอาราธนาหลวงพ่อ ไปอยู่ที่วัดปากช่องหมู่3 ตำบลโคกกลอย แต่เมื่อขบวนแห่องค์ หลวงพ่อผ่านถึงประตูวัดไตรมารคสถิตทางทิศตะวันตก ไม้คาน ที่ใช้หามมาเกิดหัก ไม่สามารถจะหามต่อได้ ชาวบ้านทุกคนใน ขบวนนั้นต่างลงความเห็นว่า หลวงพ่อวัดน้ำรอบไม่ประสงค์ไป อยู่วัดปากช่อง ท่านต้องการอยู่วัดไตรมารคสถิต จึงอาราธนา หลวงพ่อวัดน้ำรอบประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดไตรมารคสถิตตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลวงพ่อวัดน้ำรอบมีอภินิหารมากมาย สุดแท้แต่ละคน จะประสบ ผู้มีศรัทธาในองค์หลวงพ่อก็มักจะบนบานให้หลวงพ่อช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ เช่นการเดินทาง การประกอบการค้า มีชาวบ้านหลายคนเล่าให้ฟังว่า หากนิมนต์หลวงพ่อวัดน้ำรอบให้คุ้มครองในการเดินทาง จะทำให้เดินทางโดยปลอดภัย หากเกิดอุบัติเหตุก็มักจะผ่อนหนักเป็นเบา

หลวงพ่อบรรณ วัดด่านระนอง

69489840

วัดอุปนันทาราม เป็นวัดราษฎร์ อยู่ในเขตเทศบาลเมืองระนอง เลขที่ ๑๔๔ ถนนท่าเมือง ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดระนอง สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย สภาพฐานะและที่ตั้งวัด

อาณาเขต

ทิศเหนือ ติดต่อกับที่เอกชน, ถนนท่าเมือง
ทิศใต้ ติดต่อกับที่เอกชน(เดิมเป็นเขตประทานบัตรเหมืองแร่) ทิศตวันออก ติดต่อกับถนนท่าเมือง
ทิศตะวันตก ติดต่อกับถนนเฉลิมพระเกียรติ
สภาพแวดล้อม ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองระนองห่างจากสำนักงานเทศบาลประมาณ ๘๕๐ เมตร อยู่ท่ามกลางชุมชนขนาดใหญ่บริเวณวัดมีกำแพงล้อมรอบทุกด้าน ภายในวัดแบ่งเป็นเขตพุทธาวาส สังฆาวาส และเขตสาธารณสงเคราะห์ โดยเขตพุทธาวาสตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางวัด ล้อมด้วยเขตสังฆาวาสเป็นรูปตัวยูU บริเวณที่ราบด้านล่างเป็นเขตสาธารณสงเคราะห์ พื้นที่ทั้งสองส่วนมีถนนลาดยางและบันไดสำหรับเดินเท้าเชื่อมต่อถึงกันโดยรอบ

ประวัติ

“วัดอุปนันทาราม” เป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งในระนองที่มีอายุการก่อสร้างวัดตั้งแ ต่ พ.ศ. ๒๔๓๖ ปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ถือได้ว่าเป็นวัดแรกๆของเมืองระนองในสมัยนั้นโดยมีนายบ่าเซ่ง เศรษฐีไทยเชื่อสายพม่าได้ชักชวนพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย ชาวจีน และชาวพม่า ร่วมกันก่อสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ เพราะในสมัยนั้นการทำบุญซักครั้งหนึ่งทำได้ยากยิ่ง เพราะว่าเมืองระนองมีเพียงวัดสุวรรณคีรีอารามหรือวัดหน้าเมือง (ภายหลังได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จประภาสหัวเมืองมลายูว่า วัดสุวรรณคีรีวิหาร) จึงได้เริ่มหาสถานที่สร้างวัด โดยกำหนดเอาเนินสูงที่สุดในบริเวณนั้นเป็นที่สร้าง คำว่า อุปนันทาราม มาจากคำภาษาบาลี คือ อุป หมายถึง ที่ใกล้, เข้าไปใกล้, มั่น. นันท หมายถึง ยินดี, เพลิดเพลิน, รื่นเริง, บันเทิง, พอใจ, งดงาม. และ อาราม หมายถึง ความยินดี, ความพอใจ, สวน, อาราม, วัด. เมื่อนำมารวมกันอุปนันทารามจึงมีความหมายว่า “พระอารามที่มีความงดงามมั่นคงเป็นที่น่าพอใจ” เพราะสภาพที่ตั้งของวัดที่ตรงกลางเป็นเนินเขาเล็กๆล้อมรอบด้วยพื้นที่ราบที่เป็นสวนธรรมชาติล้อมรอบด้วยย่านชุมชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการประมง เหมืองแร่ และค้าขายเป็นต้น วัดอุปนันทาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอย่างง่ายๆอีกชื่อหนึ่งคือ “วัดด่าน” เพราะตั้งบริเวณบ้านท่าด่านเป็นพื้นที่ที่อยู่สุดเขตแดนติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า ซึ่งในอดีตมีลักษณะเป็นท่าด่านปากคลองสำหรับเรือสัญจรที่จะเข้าสู่เมืองระนอง ทั้งเรือโดยสาร เรือขุดแร่ หรือเรือประมง เพราะในสมัยนั้นการสัญจรทางน้ำถือว่าสะดวกที่สุด การสร้างวัดในระยะแรกนั้นได้สร้างเป็นเรือนไม้ทรงปั้นหยาตามแบบศิลปะของภาคใต้ และได้อาราธนานิมนต์หลวงพ่อบรรณ พุทฺธสโร (ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ เจ้าอาวาสรูปแรก) ซึงเป็นพระธุดงค์มาจากจังหวัดไชยา(อำเภอไชยา สุราษฎร์ธานี)ให้ช่วยอยู่จำพรรษา ด้วยความเมตตาหลวงพ่อจึงรับนิมนต์และอยู่จนได้ก่อร่างสร้างวัดบูรณะพัฒนาวัดมาอย่างต่อเนื่อง จนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๒ เส้น ๒ วา ยาว ๒ เส้น ๗ วา ได้รับคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ และ พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้ผูกพัทธสีมาเมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๐ วัดอุปนันทารามได้จัดระเบียบบริเวณวัดให้มีความสะอาด ร่มรื่น สวยงาม มีอาคารเสนาสนะที่มั่นคงเป็นระเบียบ จัดการปกครองพระภิกษุและสามเณรอย่างมีระเบียบ มีการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และเอื้อประโยชน์แก่ชุมชนจึงได้รับคัดเลือกเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างที่มีผลงานดีเด่นประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๑

ความสำคัญ

เป็นวัดในจังหวัดระนองที่ถวายผงธูปบูชาพระพุทธรูปคานสมอ สมัยเจ้าอ้ายยี่เพื่อเป็นมวลสารแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการสร้างพระพุทธนวราชบพิตรและพระสมเด็จจิตรลดา
เป็นที่พำนักของเจ้าคณะจังหวัดระนอง ๔ รูป คือ พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ (บรรณ พุทฺธสโร)จจ.ระนองรูปแรก พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ (ผุด สุทธางกูร) จจ.ระนองรูปที่ ๒ พระระณังควินัยมุนีวงศ์ (พลอย ธมฺมโชโต) จจ.ระนองรูปที่ ๓ และพระระณังควินัยมุนี (บุญให้ สีลวฑฺฒโน) จจ.ระนองรูปที่ ๔
เป็นที่บรรพชาของสามเณรปั่น เสน่ห์เจริญ ภายหลังเป็นพระพรหมมังคลาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทะ) ท่านมักปรารภเสมอเมื่อมาระนองว่า “ที่นี่เป็นที่เกิดของฉัน ถ้าไม่มีวัดนี้ป่านนี้ชีวิตฉันไม่รู้จะเป็นอย่างไร”

วัดอุปนันทารามกับการศึกษา

วัดอุปนันทารามได้จัดสอนหนังสือให้แก่ประชาชนในพื้นที่ตั้งแต่แรกเริ่มโดยอาศัยศาลาเล็กๆภายในวัดกับผู้สนใจไม่กี่คนโดยแรกเริ่มทำการสอนโดยหลวงพ่อบรรณเอง ต่อมาเมื่อคนเริ่มมาเรียนหนังสือเพิ่มมากขึ้นได้ขยายออกเป็นโรงเรียนประชาบาลโดยมีครูผู้สอนทั้งฆราวาสและพระภิกษุสามเณร สำหรับพระภิกษุสามเณรที่เคยสอนนั้น เช่น ๑. สามเณรปั่น เสน่ห์เจริญ (พระพรหมมังคลาจารย์ ปัญญานันทะภิกขุหรือหลวงพ่อปัญญา) ๒. พระสงัด ๓. พระบุญเสริม ๔. พระสุพาสน์ เมื่อเริ่มมีนักเรียนมาเรียนมากขึ้นจึงตั้งโรงเรียนในที่ของวัดและโอนไปสังกัดกับเทศบาลเมืองระนอง ปัจจุบันมีชื่อว่า โรงเรียนเทศบาลวัดอุปนันทาราม ส่วนในส่วนของการศึกษาปริยัติธรรมของพระภิกษุสามเณรเองนั้นวัดได้เป็นสำนักศาสนศึกษามีการเรียนการสอน นักธรรม – บาลี เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และมีการสนับสนุนการศึกษาของพระภิกษุสามเณรที่สนใจใฝ่รู้อยู่ตลอด

การบริหารและการปกครอง

วัดอุปนันทาราม จัดการปกครองภายในวัด โดยมีกติกาของวัด กำหนดให้พระภิกษุสามเณรปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้หมู่คณะของพระสงฆ์อยู่กันอย่างเรียบร้อยเป็นที่น่าเลื่อมใส และเพื่อความเรียบร้อยของการบริหารและการปกครองโดยคำนึงถึงความคล่องตัว รวดเร็ว จึงได้แต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าอาวาสไว้ช่วยงาน ๔ ด้าน คือ ด้านการปกครอง ด้านการศึกษา ด้านสาธารณูปการ และด้านการเผยแผ่ พร้อมทั้งเลขานุการเจ้าอาวาส เพื่อดำเนินนโยบายตามอำนาจและหน้าที่ของเจ้าอาวาส พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ พระระณังควินัยมุนีวงศ์ พระระณังควินัยมุนี พระครูอุปนันทโสภณเจ้าอาวาสตั้งแต่แรกสร้างวัดจนถึงปัจจุบัน มีดังนี้
พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ (บรรณ พุทฺธสโ ร) (พ.ศ. ๒๔๓๖ – พ.ศ. ๒๔๖๓) เจ้าอาวาสรูปแรก , เจ้าคณะจังหวัดระนองรูปแรก
พระครูศีลพงษ์คณารักษ์ (ผุด สุทธางกูร) (พ.ศ. ๒๔๖๓ – พ.ศ. ๒๔๗๒) เจ้าคณะจังหวัดระนองรูปที่ ๒ ภายหลังได้ลาสิกขากลับไปรับราชการเป็นศึกษาธิการจังหวัดภูเก็ต
พระระณังควินัยมุนีวงศ์ (พลอย ธมฺมโชโต รัตนดิลก ณ ภูเก็ต) (พ.ศ. ๒๔๗๒-พ.ศ. ๒๕๑๗) เจ้าคณะจังหวัดระนองรูปที่ ๓ พระราชาคณะรูปแรกของระนอง และเป็นพระราชาคณะชั้นราชรูปแรกของระนองด้วย (ในราชทินนามเดิม) หลวงพ่อเจ้าคุณเป็นผู้ชักชวนนายปั่น เสน่ห์เจริญมาช่วยสอนหนังสือ และเป็นอุปัชฌาย์จารย์ของสามเณรปั่น เสน่ห์เจริญ (พระพรหมมังคลาจารย์ ปัญญานันทะภิกขุ)
พระระณังควินัยมุนี (เรวัต (บุญให้) สีลวฑฺฒโน อรุณวิมล) (พ.ศ. ๒๕๑๗-พ.ศ. ๒๕๓๕) เจ้าคณะจังหวัดระนองรูปที่ ๔ พระครูอุปนันทโสภณ (โสภณ โสภโณ ชุ่มชื่น) (พ.ศ. ๒๕๓๖ – ปัจจุบัน) เจ้าคณะอำเภอกะเปอร์
พระครูวิมลกิจจาภรณ์ (กิตติภัทร กิตฺติภทฺโท) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฝ่ายปกครอง พระปลัดน้อย อตฺตรกฺโข ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฝ่ายสาธารณูปการ พระกิตติศักดิ์ อติเมโธ หัวหน้าองค์การเผยแผ่วัดอุปนันทาราม , เลขานุการเจ้าคณะอำเภอกะปอร์

เสนาสนะ

ภายในวัดอุปนันทารามมีเสนาสนะต่างๆเช่น
1 พระอุโบสถ กว้าง ๙.๓๐ เมตร ยาว ๑๖.๘๐ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๐ มีลักษณะเป็นศิลปะผสม คือตัวอาคารเป็นทรงสเปนซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยนั้น หน้าต่างไม้สักและประตูสลักลายไทย ส่วนกรอบประตูและหน้าต่างเป็นลวดลายดอกไม้จีน พระอุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะเมื่อประมาณพ.ศ. ๒๕๑๘ ในครั้งนั้นหลังจากบูรณะส่วนหลังคาเสร็จเรียบร้อยช่างมิได้นำช่อฟ้าใบระกาใส่คืนอย่างเก่าจึงดูแปลกและสวยงามไปอีกแบบ
2 เจดีย์ทรงพม่า สร้างโดยมหาอำมาตย์ตรีพระยาประดิพัทรภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง) พระสหายในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ เจดีย์องค์นี้เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยและพม่าคือส่วนฐานจะเป็นศิลปะแบบพม่า แต่ส่วนยอดเป็นศิลปะไทย ภายในได้บรรจุพระพุทธรูปปางลีลา (พระเครื่องสมัย ๒๕ พุทธศตวรรษ) เจดีย์นี้ตั้งอยู่หลังพระอุโบสถภายในเขตพัทธสีมา เป็นเจดีย์สีขาวดูเด่นเป็นสง่าทีเดียว
3 ศาลาการเปรียญ เป็นลักษณะทรงไทยโบราณ หลังคาทรงปั้นหยา มีหน้ามุข ๔ ด้าน กว้าง ๑๑.๕๐ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สร้างเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๐ เดิมทีเป็นศาลาโล่งๆมิได้กั้นผนังอะไร ใช้เป็นที่สอนหนังสือให้แก่พระภิกษุสามเณร รวมถึงประชาชนทั่วไปที่เข้ามาเรียนหนังสือ