Macsrus

สุขจากความเมตตา

900850878454545454

สุขจากความเมตตา

“คนที่เป็นพ่อเป็นแม่นี่ เมื่อมีลูกแล้วก็ต้องการอยากให้ลูกเป็นสุข อยากให้ลูกมีความสุขลักษณะอย่างนี้ นี่แหละที่เรียกว่า ความรักความเมตตา”

คอลัมน์ คำพระ

โดย ป.อ.ปยุตโต

พอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่

15676 มนุษย์เราทุกคนที่เกิดมามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ทุกชีวิตย่อมประสบกับปัญหาด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาส่วนตัวและปัญหาสังคม ปัญหาที่ประสบนั้น ต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนจะต้องต่อสู้ด้วยความพยายามอดทน เพื่อที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหาชีวิตที่เกิดขึ้นแก่ตนอยู่ตลอดเวลา เพราะชีวิตที่ดีมีความสุขคือชีวิตที่สามารถแก้ปัญหาได้ สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ ที่ต่างดิ้นรนแสวงหา คือ ปัจจัย 4 ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และสิ่งอำนวยความสุขอื่นๆ ในการแสวงหานั้น ไม่ควรแสวงหาจนเกินขอบเขต เกินความพอดี เกินความจำเป็น ควรรู้จักพอ เพราะใจของคนเราเมื่อตกไปสู่อำนาจของความอยาก ความรู้จักพอก็ไม่มี เหมือนไฟไม่มีวันอิ่มด้วยเชื้อ เมื่อไม่สามารถควบคุมความปรารถนาของใจไว้ได้ ยิ่งได้มาเท่าไร ก็อยากได้เพิ่มเป็นทวีคูณ การแสวงหาปัจจัยเพื่อสนองความอยากของตนเองเช่นนี้ นอกจากจะทำตัวให้เดือดร้อนแล้ว ยังก่อทุกข์ให้เกิดขึ้น ถ้าไม่สามารถจะควบคุมใจของตนเองไว้ได้ อาจแสวงหาในทางทุจริตได้ เท่ากับทำตนให้ตกเป็นทาสของความอยาก ในสภาวะสังคมปัจจุบัน ควรดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย เพราะการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายสามารถจะทำตนให้พ้นจากสภาพความวุ่นวายสับสนนั้นได้ คุณธรรมที่สำคัญสำหรับปลูกฝังให้เกิดความรู้จักพอหรือความพอดีในใจนั้น คือ ความสันโดษ คำว่า สันโดษ แปลว่า ความยินดีด้วยของที่ตนมีอยู่ ท่านแบ่งไว้ 3 ลักษณะด้วยกันคือ 1. ยินดีพอใจในสิ่งที่ตนได้ในสิ่งที่ตนมี ได้เท่าไหร่ มีเท่าไหร่ ก็ยินดีเท่านั้น ในสภาวะในฐานะที่ตนกำลังมีกำลังเป็นหรือได้รับอยู่ เพื่อป้องกันความทุกข์ที่จะเกิดจากความผิดหวัง เพราะถ้าบุคคลไม่สามารถจะหยุดความพอใจของตนไว้ได้ เมื่อได้รับ หรือมีอะไรไม่พอใจในสิ่งที่ได้หรือสิ่งที่มี เมื่อความผิดหวังเกิดขึ้นแล้ว ความไม่ชอบใจก็เกิดตามมา ดังนั้น ควรฝึกใจให้มีความพอดี ยินดีตามมีตามได้ ความทุกข์ใจก็ไม่เกิด 2. ยินดีพอใจตามกำลังของตนที่มีอยู่ หมายความว่า ให้รู้จักประมาณในความรู้ความสามารถของตน กระตุ้นเตือนตนให้รู้จักใช้ความสามารถของตนให้เต็มที่ ไม่ให้เป็นคนเกียจคร้าน คุณธรรมข้อนี้สอนให้บุคคลมิให้เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ฝึกให้เกิดความขยันหมั่นเพียรในการใช้กำลังในทางที่ถูกให้พอดี 3. ยินดีพอใจในสิ่งที่สมควรและยินดีพอใจพอสมควร หมายถึง การใช้กำลังให้ได้มาซึ่งปัจจัย และปัจจัยนั้นต้องเป็นปัจจัยที่เหมาะสม คุณธรรมข้อนี้ สอนให้บุคคลรู้จักคำว่า อิ่ม คือ พอ เพราะมากไปกว่านี้ก็เกินความจำเป็นไร้ประโยชน์ เหมือนน้ำที่เต็มแก้ว เอาน้ำไปเติมใหม่ก็มีแต่จะล้นออกมา ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ฉะนั้น ควรที่เราทุกคนจะมีความพอใจ พอดี พอเพียง ถ้าบุคคลมีคุณธรรมทั้ง 3 ประการนี้ประจำใจแล้ว จะอยู่ในสังคมใด ประเทศใด ก็ทำให้สังคมนั้น ประเทศนั้น มีความเจริญรุ่งเรือง มีความสงบสุขอย่างแท้จริง คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร

นกยูงไทย (Green Peafowl) ประวัติ ข้อมูล

60817-154945

ชื่อทางวิทยาศาสตร์ : Pavo muticus
วงศ์ : Phasianidae
อันดับ : Galliforme
นกยูงไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดหนึ่งของประเทศไทยและเป็นนกที่มีความสวยงามชนิดหนึ่งของโลก เป็นนกที่มีคุณค่าและหายาก ซึ่งทั่วโลกมีจานวนนกยูง ( Pavo spp.) ถึง ๓๙ ชนิดสาหรับในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นกยูงถูกแบ่งออกย่อยตามลักษณะสีขนและถิ่นการกระจายได้ ๓ subspecies คือ นกยูงชวา (Javanese green peafowl , P. muticus muticus) นกยูงอินโดจีน (Indo-Chinese green peafowl, P. muticus imperator) และนกยูงพม่า (Burmese green peafowl, P. muticus specifer )
ในประเทศไทยพบ ๒ ชนิดย่อยคือ นกยูงชวา หรือ นกยูงใต้ หรือ Pavo muticus muticus Linnaeus และนกยูงอินโดจีน หรือ นกยูงเหนือ หรือ Pavo muticus imperator Delacour
ลักษณะทั่วไป
นกยูงไทยจัดเป็นนกขนาดใหญ่ ตัวผู้มีสีเขียวสด บริเวณปีกสีน้าเงิน ปลายปีกสีน้าตาลเข้ม หัวมีหงอนขนงอกชี้ขึ้นเป็นกระจุกสีเขียวมันวาว ด้านบนศีรษะตั้งแต่ด้านหลังจนถึงหน้าผากจรดโคนจงอยปากมีขนละเอียดขดเป็นปุ่มเล็กๆอัดกันแน่นสีน้าเงินเข้มเป็นมัน ใบหน้าทั้งสองข้างเป็นแผ่นหนังมีสีฟ้าและสีเหลืองล้อมลูกตาและหูตามลาดับ ขนคลุมหางด้านบนยาวมากที่ปลายมีแผ่นขนแบนๆเป็นวงกลมหรือที่เรียกว่าแววมยุราซึ่งจะใช้สาหรับราแพนเกี้ยวตัวเมียและจะหลุดร่วงหลังฤดูผสมพันธุ์แล้วงอกขึ้นมาใหม่ ส่วนตัวเมียเต็มวัยมีลักษณะคล้ายตัวผู้แต่สีเป็นมันวาวน้อยกว่า แผ่นขนคล้ายเกล็ดที่ปกคลุมบริเวณคอ อกและหลังมีขนาดเล็กกว่า ขาสั้นกว่า ขนคลุมหางสั้นกว่ามากยาวไม่เกินขนหางและไม่มีแววมยุรา นกยูงใต้มีขนาดเล็กกว่า
2
นกยูงเหนือ หนังบริเวณหูและแก้มมีสีเหลืองสดกว่า ลูกนกยูงมีขนบริเวณคอละเอียดและอ่อนนุ่มสีเหลืองครีม ส่วนปีกมีขน primary สีน้าตาลอ่อน จงอยปากและแข้งมีสีเนื้อ
ถิ่นอาศัยและอาหาร
พบตั้งแต่รัฐอัสสัมในประเทศอินเดีย ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย
นกยูงไทยเป็นนกที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ ได้แก่ พวกเมล็ดหญ้า เมล็ดของไม้ยืนต้น ธัญพืช ผลไม้สุกที่หล่นจากต้น ยอดอ่อนของหญ้า แมลง ตัวหนอน ไส้เดือน งู และสัตว์ขนาดเล็ก หากินตามพื้นดินเช่นเดียวกันกับไก่ฟ้าและไก่ป่า
พฤติกรรม , การสืบพันธุ์
นกยูงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ตัวผู้ผสมตัวเมียได้หลายตัว ในธรรมชาติตัวเมียทารังตามพื้นดินมีหญ้าหรือใบไม้รอง แต่ในกรงเลี้ยงควรทาที่วางไข่ไว้มุมด้านหลังกรง อาจเป็นลังสี่เหลี่ยมหรือกรอบไม้โดยวางกับพื้น มีหญ้ารอง ที่สาคัญควรมีที่บังไพรให้ เพื่อนกยูงไทยจะได้มีความรู้สึกว่าปลอดภัยและพอใจที่จะเข้าไปวางไข่ วางไข่ครั้งละ ๓ – ๖ ฟอง ตัวเมียฟักไข่ผู้เดียว ใช้เวลาฟัก ๒๗ – ๒๘ วัน ลูกนกยูงจะตามแม่หากินไม่น้อยกว่า ๖ เดือนจึงจะแยกออกไปหากินตามลาพัง การผสมพันธุ์ หลังจากตัวผู้เกี้ยวพาราสีโดยการราแพนแล้วตัวเมียที่พึงพอใจจะเข้ามาใกล้และยอมให้ผสมพันธุ์โดยตัวเมียจะลดตัวให้ต่าลงให้ตัวผู้ขึ้นขี่หลัง ตัวผู้จะใช้จงอยปากจิกที่หัวตัวเมียเพื่อไม่ให้ตกลงมาและขณะขึ้นผสมพันธุ์แพนหางจะถูกพับเก็บและโค้งพับมาข้างหน้าของตัวเมีย ใช้เวลาประมาณ ๑ นาทีซึ่งจะได้ยินเสียงหวีดร้องหนึ่งครั้งคาดว่าเป็นตัวเมีย หลังจากเสร็จแล้วตัวผู้จะลงจากหลังแล้วลดแพนหางลงส่วนตัวเมียจะคลี่ปีกและหางออกสะบัดและเก็บไว้ที่เดิม ซึ่งตัวผู้สามารถผสมกับตัวเมียได้ถึง ๒ ตัวในเวลาติดต่อกัน ไข่นกยูงไทยมีลักษณะกลมเรียวมน สีขาวเนื้อ บางฟองมีลายแต้มสีน้าตาล ขนาด ๕๓.๗๕ x ๗๔.๔๕ มิลลิเมตรและมีน้าหนัก ๑๑๙.๗๖ กรัม ลูกนกยูงไทยแรกเกิดมีน้าหนักเฉลี่ย ๗๕.๓๓ กรัม